วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หุ่นดีได้ด้วยอาหารกากใย

 การลดน้ำหนัก ไม่ใช่การตะบี้ตะบันอดอาหารเพื่อจำกัดแคลอรี่ และการจะหุ่นดีได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งนับแต่แคลอรี่เข้า แคลอรี่ออก ประหนึ่งหายใจเข้าหายใจออกทั้งวัน แต่การลดน้ำหนักเพื่อให้หุ่นดีนั้น ต้องอาศัยการรู้จักเลือกประเภทอาหาร รู้จักเลือกรับประทานแป้งเชิงซ้อน ไขมันดี โปรตีนดี และเลือกรับประทานอาหารกากๆ 
หุ่นดีได้ด้วยอาหารกากใย thaihealth
อาหารกากๆ คือ อาหารที่มีกากใยอาหาร หรือเส้นใยอาหารสูง ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า เพียงกลุ่มตัวอย่างหันมารับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากขึ้น น้ำหนักก็ลดลงได้ โดยไม่ต้องลดปริมาณอาหารที่รับประทานลงแต่อย่างใด สาเหตุที่อาหารกากใยสูงช่วยลดน้ำหนักได้นั้น อธิบายได้จาก
1.การรับประทานอาหารกากใยสูง ต้องใช้เวลาในการเคี้ยวมากกว่า ส่งผลให้กินช้าลง และอิ่มง่ายขึ้น
2.นอกจากอาหารกากใยสูงจะช่วยให้อิ่มง่ายแล้วยังช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น เพราะกระเพาะและลำไส้ต้องใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและเคลื่อนย้ายกากใยอาหาร
3.อาหารกากใยสูงยังช่วยชะลออัตราการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงเร็วเกินไป ระดับฮอร์โมนอินซูลินก็จะไม่สูงตาม ตรงข้ามกับอาหารไม่มีกากใย ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว กระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินขึ้นเร็วตาม ฮอร์โมนอินซูลินที่ขึ้นสูงจะออกคำสั่งให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันมากขึ้น
4.กากใยอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ แต่กลับเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าแบคทีเรียที่เป็นมิตรในลำไส้ใหญ่ พบว่าคนที่รับประทานอาหารกากใยสูงเป็นประจำ จะมีความหลากหลายของแบคทีเรียมากกว่า มีประชากรแบคทีเรียที่ดีในลำไส้มากกว่า ส่งผลให้การขับถ่ายดีกว่า ลำไส้แข็งแรงกว่า ความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำกว่า และสุขภาพดีกว่า
สำหรับอาหารกากๆ ที่หมอชวนให้ชิมนั้น เริ่มกันตั้งแต่อาหารหลักของคนไทยเราคือ ข้าว แค่เปลี่ยนจากข้าวขาว มาเป็นข้าวกล้อง ก็ช่วยให้เราได้กำไรกากใยมากขึ้น ถัดจากข้าวกล้อง แนะนำให้ลองชิม ข้าวโอ๊ตหรือข้าวบาร์เล่ย์ ซึ่งมีเส้นใยอาหารเบต้ากลูแคน ที่มีคุณสมบัติช่วยให้อิ่มท้องนาน
นอกจากข้าวแล้ว ธัญพืชต่างๆไม่ว่าจะเป็นเมล็ดทานตะวัน เม็ดแตงโม เมล็ดฟักทอง หรืออาหารนกอื่นๆ ก็จัดเป็นแหล่งของเส้นใยอาหารที่ดี
กลุ่มสุดท้ายแต่กากมากมายสุดคือ ผักและผลไม้ ควรตั้งเป้ารับประทานให้ได้ 5 กำมือต่อวัน (ผักและผลไม้รวมกัน) ยิ่งผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งเปลือกหรือเมล็ด ก็จะยิ่งได้กำไรกากมากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าใช้เครื่องแยกกากทิ้ง แล้วดื่มแต่น้ำ เพราะส่วนกากนี่แหละคือทีเด็ดของผักผลไม้






ที่มา   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

5เคล็ดลับสุดยอดทำสมูทตี้ให้อร่อยโดนใจ









หากจะยกให้สมูทตี้ เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์กับร่างกายก็คงไม่ผิดนัก เพราะแค่สมูทตี้เพียงแก้วเดียวจะทำให้ร่างกายของคุณก็จะได้รับทั้งวิตามิน เกลือแร่ แอนตี้ออกซิแดนต์ โปรตีน ไขมันที่ดีต่อร่างกาย และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะส่วนมากจะทำมาจากเนื้อผลไม้สด ๆ รสชาติอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม เหมาะกับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย
ในวันนี้เราก็เลยอยากจะชวนทุกคนมาสร้างสุขภาพที่ดีพร้อมกันด้วยสมูทตี้เย็น ๆ สักแก้ว แต่จะทำสมูทตี้ให้อร่อยได้นั้นต้องมาดู 5 เคล็ดลับต่อไปนี้ที่เรานำมาฝาก รับรองได้เลยว่า สมูทตี้แก้วนี้ของคุณจะอร่อยสุด ๆ





1. การเลือกผลไม้

ารจะทำสมูทตี้ให้อร่อย ควรเลือกใช้ผลไม้อย่างน้อย 2 ชนิด จะเป็นผลไม้สดหรือผลไม้แช่แข็งก็ได้ ซึ่งผลไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำสมูทตี้ก็ได้แก่ กล้วย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี สาลี่ แตงโม ลูกพีช กีวี สับปะรด มะม่วง และผลอะโวคาโด ทั้งนี้ถ้าต้องการสมูทตี้ที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ก็ควรจะเติมผักใบเขียวลงไปด้วย อย่างเช่น ผักโขม ผักร็อกเก็ต หรือหัวผักกาด เป็นต้น
                   





2. เลือกของเหลว

          
ประเภทของเหลวที่นิยมนำมาใช้ทำ สมูทตี้ ได้แก่ นมวัว

หรือนมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ กาแฟเย็น ชาเขียวเย็น น้ำมะพร้าว

หรือนมมะพร้าว และน้ำ สัดส่วนที่นำมาใช้ต่อ
1 แก้วก็อยู่ที่


ประมาณ 1-2 ถ้วย ทั้งนี้คุณสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนของ

ของเหลวได้ตามความเหมาะสมกับปริมาณผลไม้ที่นำมาใช้ใน

การปั่น อาจจะเพิ่มหรือลดให้น้อยลงก็ได้ คำนึงแค่ว่า ให้รสชาติ

เข้ากันกับผลไม้ที่เราเลือกเป็นพอ






3. เติมวัตถุดิบเพื่อความเข้มข้น                
         
คราวนี้ก็มาเลือกวัตถุดิบเติมความเข้มข้นให้กับสมูทตี้กันบ้าง เพื่อให้เหนียวข้น มีและมีรสชาติที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ส่วนมากแล้วจะนิยมใช้เนยถั่ว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไอศกรีม น้ำแข็ง เนื้อมะพร้าว ข้าวโอ๊ต หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารได้อีกทางหนึ่งด้วย





   

4. เพิ่มความหวานกลมกล่อม        
     
นอกจากนี้ยังสามารถใช้ เครื่องเทศ สมุนไพร และเครื่องปรุงรสอาหารมาช่วยแต่งกลิ่นเพิ่มความหวานให้เครื่องดื่มสมูทตี้ของคุณหวานถูกปากได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำผึ้ง เมเปิลไซรัป วัตถุแต่งกลิ่นวานิลลา อบเชย ผงลูกจันทร์เทศ มะเดื่อ อินทผลัม และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ อย่างเช่น ใบสะระแหน่ หรือใบโหระพา เป็นต้น









5. เสริมสารอาหารเพื่อประโยชน์ที่มากกว่า

ในกรณีที่อยากจะเพิ่มสารอาหารเพื่อให้มีประโยชน์กับร่างกายมากขึ้นก็สามารถทำได้ โดยการเติมอาหารเสริมเหล่านี้เข้าไป อาทิ ผงโปรตีน น้ำมันปลา เม็ดเก๋ากี้ ผักโต้วเหมี่ยว ผงวิตามิน สาหร่ายสไปรูลิน่า ต้นอ่อนข้าวสาลี ผงชาเขียว ผงโกโก้ หรือโพรไบโอติกหรือแบคทีเรีย ที่เป็นประโยชน์กับร่างกายก็ได้
 
      
    ใคร ๆ ก็สามารถทำสมูทตี้ได้ แต่ถ้าจะอร่อย ดื่มแล้วชื่นใจ สัมผัสเนียนนุ่ม และมีประโยชน์กับร่างกายแล้วล่ะก็ อย่าลืมนำเคล็ดลับทั้ง 5 ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้ด้วย นะคะ ที่สำคัญขอบอกเลยว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารหรือไม่ ก็สามารถอิ่มอร่อยไปพร้อม ๆ กับทุกคนในบ้านโดยไม่ต้องกลัวอ้วนได้อีกด้วย















ที่มา www. kapook.com

























วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

อาหารเพื่อสุขภาพ เมนูยำปลาทู


อาหารประเภทยำนั้นถือว่าเป็นอาหารไทยที่มีรสเฉพาะตัว 
คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ดมีส่วนประกอบหลักคือ เนื้อสัตว์ หรือพืชผักบางชนิด
นำมาคลุกปรุงกับน้ำยำ น้ำยำมีหลากหลายรส ทำให้อาหารยำมีรสชาติต่างๆไม่เหมือนกัน 
น้ำยำมีหลายชนิดและหลายวิธีทำ เช่น น้ำยำแบบมีน้ำพริกเผาเป็นตัวปรุงรส 
หรือน้ำยำที่มีพริกขี้หนู น้ำมะนาวเป็นตัวปรุงรสก็มี 
ปลาทูที่นำมายำจะเป็นปลาทูสดหรือปลาทูนึ่งก็ได้แต่ต้องนำมาย่างไฟเท่านั้น จึงจะได้กลิ่นหอมและรสชาติที่ไม่เพี้ยน เพราะถ้านำไปทอดในน้ำมันเมื่อนำมายำจะได้รสและกลิ่นของน้ำมันทำให้ไม่หอมเท่าการย่าง ที่สำคัญเราจะได้ไม่ต้องกินน้ำมันมากเกินไปเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่จะตามมา นับว่าเมนูนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก


ทางโภชนาการ 1 ที่


อาหาร

น้ำหนัก
     (กรัม)
  พลังงาน
กิโลแคลอรี่
 คาร์โบไฮเดรต

โปรตีน
    ไขมัน
ปลาทู
60
74
         -
14
  2
น้ำตาล
5
20
       5








   รวมพลังงาน 1 จาน 94 กิโลแคลอรี่       



คุณค่าโภชนาการของยำปลาทู 1 ที่ ให้พลังงาน94  กิโลแคลอรี โดยให้โปรตีนประมาณ 14กรัม ซึ่งนับว่าเป็นอาหารว่างที่ให้โปรตีนสูงมาก โดยโปรตีนส่วนใหญ่มาจากเนื้อปลาทูจึงเป็นโปรตีน
ที่มีคุณภาพสูง ส่วนปริมาณไขมันในยำปลาทูมีค่อนข้างต่ำ 
ยำปลาทูเมื่อกินพร้อมแตงกวา ถั่วฝักยาว ใบชะพลู จะทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น
 เนื่องจากผักมีสีเขียวเข้มจึงเป็นแหล่งที่ดีของบีต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อร่างกายชนิดหนึ่งเนื่องจากยำปลาทูประกอบไปด้วยพืชผักหลายชนิด จึงให้ใยอาหารค่อนข้างดี
ให้ธาตุเหล็กค่อนข้างสูง คือประมาณ  1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภค (แนะนำ 15 มิลลิกรัมต่อวัน) และให้แคลเซียมประมาณร้อยละ 42 (แนะนำ 800 มิลลิกรัมต่อวัน) 
สำหรับโคเลสเตอรอลจะมีประมาณร้อยละ 38 (ควรบริโภคไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน) ซึ่งมาจากเนื้อปลาทูนั่นเอง เนื่องจากโคเลสเตอรอลจะมีอยู่เฉพาะในอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เท่านั้น



ส่วนผสมต่างๆเมนู  ยำปลาทู


ส่วนผสม


ปลาทูนึ่ง                     1           แข่ง
ตะไคร้ซอย                 4-5       ต้น
หอมแดงซอย             5-6       หัว       
พริกแห้ง                    4-5      เม็ด
ใบสะระแหน่  ถั่วลิสงคั่ว หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์

น้ำยำ
พริกขี้หนูสดซอย       4-5      เม็ด
น้ำมะนาว                   3        ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา                       3         ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย                1        ช้อนชา


วิธีทำ
นำปลาทูนึ่งมาย่างแกะก้างออกบิปลาทูเป็นชิ้นๆเอาเนื้อมายีๆ
ให้เนื้อปลาทูแตกฟูเสร็จแล้วพักไว้น้ำยำโดยผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล
ให้เข้ากันแล้วชิมรสตามความพอใจ นำตะไคร้ซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูสดซอย
คลุกเคล้ากับเนื้อปลาทูที่ยีไว้แล้วให้เข้ากัน ใส่พริกแห้งเม็ดมะม่วงหิมพานต์
ใบสะระแหน่ พอสวยงามเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน เสิร์ฟพร้อมข้าวร้อนๆ






 เคล็ดลับ
1. เลือกตะไคร้ต้นอ่อนๆจะทำให้ไม่แข็งเคี้ยวง่าย เมื่อยำแล้วสีสวยน่ากิน
2. ผักเลือกที่สดๆใบชะพลูเลือกที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป
3. ใช้ปลาทูนึ่งนำมาย่างจะย่างง่ายกว่าปลาทูสด ควรใช้เตาถ่านในการย่าง
จะทำให้ปลาทูมีกลิ่นหอมมากกว่าย่างด้วยเตาแก๊ซ
4. ใช้ใบตองในการห่อย่างจะทำให้มีกลิ่นหอม















วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ฉลากแสดงวัตถุเจือปนอาหาร

ฉลากแสดงวัตถุเจือปนอาหาร thaihealth


เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลิตภัณฑ์อาหารของไทยยี่ห้อหนึ่ง ระบุส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ฉลากข้างซองในชื่อแปลกๆหลายชนิดอาทิสารทำให้คงตัว สารทำให้เกิดความชุ่มชื้น สารควบคุมความเป็นกรด กระทั่งเกิดเป็นคำถามตามมาจากผู้บริโภคว่าสารต่างๆ ดังกล่าวคืออะไรเป็นอันตรายหรือไม่ และทำไมต้องระบุลงไปในฉลากเช่นนี้
ในฐานะที่ทำงานด้านอาหารมานาน ผู้เขียนยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นฉลากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็รู้สึกดีใจมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ผลิตอาหารที่มีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ และกล้าที่จะยอมเปิดเผยวัตถุปรุงแต่งทุกชนิด ซึ่งถือเป็นธรรมาภิบาลที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคซึ่งควรจะได้รับรู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังจะรับประทานเข้าไปนั้นผลิตขึ้นมาจากส่วนประกอบอะไรบ้าง แม้จะต้องเสี่ยงกับคำถามหรือจินตนาการของผู้บริโภคว่าเป็นการใส่สารเคมีลงไปในอาหาร และอาจจะต้องเสี่ยงกับยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า
อันที่จริง การระบุส่วนประกอบของอาหารในลักษณะนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาปฏิบัติกัน หากไม่นับสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาหารแล้ว ก็ต้องถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในAEC ที่เริ่มมีการบังคับใช้ฉลากอาหารในลักษณะเช่นนี้นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของคนไทยที่ใส่ใจในสุขภาพ ใส่ใจในอาหารการกินมากขึ้น จนมีการถามไถ่ถึงสิ่งที่ปรากฏบนฉลากก่อนที่จะรับประทานเข้าไปเช่นเดียวกับประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว
ฉลากดังกล่าว มีที่มาจาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ.2527 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ฉบับล่าสุดที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนพิเศษ 102 ง หน้า 35 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2557 ข้อที่ 7 ระบุว่า "(7) แสดงชื่อกลุ่มหน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหาร ร่วมกับชื่อเฉพาะ หรือตัวเลขตามInternational Numbering System : INS for Food Additives ....."
สารต่างๆ ที่ปรากฏนั้นเรียกว่า "วัตถุเจือปนอาหาร (food additive)" ซึ่งหมายถึงวัตถุที่ปกติมิได้ใช้เป็นอาหาร ไม่ใช่ส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ได้ใส่เข้าไปเพื่อคุณค่าทางโภชนาการเช่น ไม่ได้ให้พลังงาน แต่ใช้เจือปนเพื่อประโยชน์ทางการผลิต ใส่เพื่อรักษาประโยชน์และคงคุณค่าของอาหาร เช่น อาหารบางอย่างมีธาตุเหล็กซึ่งจะทำให้เหม็นหืนเร็ว จึงต้องใส่สารเข้าไปจับธาตุเหล็ก เพื่อช่วยให้อาหารนั้นไม่เหม็นหืน และคงคุณค่าทางอาหารอยู่ สารชนิดนี้จะใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตช็อกโกแลต เป็นต้นอาหารบางชนิดถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-ด่าง อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย แนวทางของวิทยาศาสตร์ทางอาหารก็จะกำหนดให้ใส่สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นกรด-ด่างในอาหารนั้นเสถียรขึ้นอาหารนั้นก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีสารเพื่อให้อาหารมีความคงตัว เช่น การใช้อิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier)ช่วยให้ลักษณะเนื้อสัมผัสคงตัวและป้องกันน้ำและน้ำมันไม่ให้เกิดการแยกชั้น (stabilizing agent) ตลอดจน เพิ่มความหนืด (thickening agent) ทำให้ดูเป็นเนื้อเดียวกัน สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน(anti caking agent) ช่วยให้อาหารเช่นเกลือไม่เกาะกันและนำไปใช้ได้สะดวก หรือ การใส่สารเพื่อรักษาคุณภาพโดยรวมของผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การใช้วัตถุกันเสีย(preservative)ป้องกันการเสื่อมเสียของอาหารจากยีสต์ ราแบคทีเรียรวมไปถึงสารเพื่อแต่งสีและให้กลิ่นรสอาหารตามความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับตัวเลขINSที่วงเล็บอยู่หลังชื่อสารนั้นๆ จะเป็นเลขรหัสสากลของสารเคมีสำหรับอาหารทั้งหมดจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโลก โดยผู้บริโภคสามารถใช้รหัสดังกล่าวเข้าไปตรวจสอบในเว็บไซต์ http://www.code xalimentarius.net/gsfaonline/index.html ของCODEX ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือขององค์การอาหารและเกษตร (Food and Agriculture Organization of the United Nations, FAO) และองค์การอนามัยโลก(World Health Organization, WHO) ด้านความปลอดภัยของอาหาร(foodsafety)เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้รู้ว่าสารนั้นๆคืออะไรใช้ได้ในปริมาณเท่าใด และมีข้อจำกัดอย่างไรรวมไปถึงชนิดของอาหารที่สามารถใช้ประกอบด้วยได้
อย่างไรก็ตาม แม้ฉลากลักษณะนี้จะเป็นเรื่องใหม่ของเรา แต่ก็เชื่อว่าผู้บริโภคชาวไทยจะค่อยๆ เรียนรู้ และทำความรู้จักกับฉลากลักษณะนี้ จนกระทั่งเข้าใจ "วัตถุเจือปนอาหาร"ได้ในที่สุด ซึ่งก็คงต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขภาคการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆตลอดจนผู้ผลิตอาหารในภาคเอกชน ทั้งขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก ที่ต้องช่วยกันให้ความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคทุกคนให้ได้รับประทานอาหารปลอดภัยในมาตรฐานเดียวกับนานาประเทศ
 ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เรื่องโดย ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คลีนฟู้ด` กินให้ถูกหลักโภชนาการ

\'คลีนฟู้ด\' กินให้ถูกหลักโภชนาการ thaihealth
กล่าวถึงกันมากมายถึงการกินอาหารแบบคลีนๆ (คลีน ฟู้ด) ซึ่งเป็นการรับประทานอาหาร รูปแบบหนึ่งที่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ  แต่ด้วยนิยามที่กว้าง ไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ไช่ก็ถูกเหมารวมให้เป็นคลีนฟู้ดไปด้วย
ความหมายของคลีนฟู้ด (Clean Food)  ตามคำอธิบายของอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ
1.อาหารที่ไม่ปนเปื้อน หมายถึง กินเข้าไปแล้ว  มีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
การปนปื้อนก็มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ "ปนเปื้อนเชื้อโรค" มีเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่ไม่\'คลีนฟู้ด\' กินให้ถูกหลักโภชนาการ thaihealthสุก อาหารที่ค้างคืนมีแมลงวันตอม ปรุงไม่สะอาด ก็นำมาซึ่งอาการท้องเดินได้ ต่อมา "ปนเปื้อนจากพยาธิ" เช่น การกินอาหารที่สุกๆ ดิบๆ การกินอาหารที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดก็มีการปนเปื้อนพยาธิได้
และสุดท้าย "ปนเปื้อนสารเคมี" เช่น กินผักที่ ไม่ได้ล้างหรือล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงปะปนอยู่ อาหารที่ใส่สีแต่ไม่ใช่สีผสมอาหาร อาหารที่มีพิษ เช่น เห็ดพิษ น้ำมันทอดซ้ำ ถั่วลิสงที่มีอะฟลาทอกซิน  (Aflatoxin) เป็นต้น
2.อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ยกตัวอย่างง่ายๆ  ว่า การตั้งคำถามว่าเราจะกินอาหารอย่างไรให้ครบ  5 หมู่ และต้องกินให้ได้สัดส่วน ปริมาณที่เพียงพอ ไม่มากน้อยจนเกินไป รวมถึงมีความหลากหลาย  เลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด สุดท้ายกินผักผลไม้ให้มาก ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงคือ การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการในแบบที่ตรงกับคำว่าคลีนฟู้ด เพราะฉะนั้นคำว่าคลีนฟู้ดในมุมของอาจารย์ นักโภชนาการก็คือ อาหารปลอดภัยไม่ปนเปื้อน อาหารถูกหลักโภชนาการนั่นเอง
แต่ก็มีคำนิยามที่เจาะจงไปอีกว่า เป็นอาหาร ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งและขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ หรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดนั่นเอง อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่สดสะอาดไม่ผ่านกระบวนการหมักดองหรือปรุงรสใด ๆ มากจนเกินไป เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด รวมถึงอาหารขยะและอาหารสำเร็จรูปที่มีปริมาณแป้ง ผงชูรสและโซเดียมในปริมาณสูง
\'คลีนฟู้ด\' กินให้ถูกหลักโภชนาการ thaihealthอาหารคลีนนั้นจะไม่ยึดติดกับรสชาติ แต่จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่า อาจผ่านการปรุงแต่งบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ผ่านการปรุงแต่งเลยก็เป็นได้ เช่น ใช้เกลือในการปรุงอาหารรสเพียงเล็กน้อยแทนน้ำปลา (ซึ่งจะให้ดียิ่งขึ้นอาจจะใช้เป็นเกลือชนิดโซเดียมต่ำ) หรืออาจจะเป็นซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรสเจือปน และจะไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร เป็นต้น
อย่างอาหารประเภทอาหารสำเร็จรูปที่แช่ตู้เย็นนั่นคือตรงข้ามเลย เพราะอาหารเหล่านี้มักใส่สารกันเสียเข้าไปด้วยเพื่อให้สามารถเก็บได้นานขึ้น หรือ ขนมขบเคี้ยวที่ก็จะมีแต่แป้งและผงชูรส และยังเต็มไปด้วยโซเดียมกับน้ำมัน น้ำอัดลมหลากสีหลากกลิ่นทั้งหลาย รวมทั้งอาหารขยะอย่างเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย ไก่ชุบแป้งทอดก็ด้วย
เมื่อการกินคลีนฟู้ดคือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ จึงสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ ฉะนั้น อาหารเจ อาหารมังสวิรัติ จึงไม่เข้าข่ายคลีนฟู้ด.